เวลาฝนตกถนนเปียกมดเลย โชคดีที่เมืองใหญ่ๆ มีระบบระบายน้ำไม่ให้น้ำท่วม ร่างกายเหมือนกันมีระบบเก็บน้ำเหลือง นำน้ำออกจากเนื้อเยื่อ ส่วนสมองเป็นอวัยวะเต็มน้ำอยู่แล้วมีระบบรักษาปริมาณน้ำ ปริมาณน้ำที่เข้าในสมองมีเท่ากับปริมาณออก ระบบกลิมฟาทิกที่จะพรรณนาต่อไปมีน้าที่รักษาปริมาณน้ำและนำของเสียออกจากสมอง
มันสมองเป็นอวัยวะที่ลอยในสิ่งของเหลวหรือน้ำหล่อเลี้ยงสมอง ลอยเหมือนเรือที่จอดไว้ที่ท่าเรือ ลอยได้แต่ไปไกลไม่ได้ เชือกที่มัดที่ท่าเรืออุปมาเหมือนเส้นใยละเอียดในเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (trabeculae) ที่ติดกับกะโหลก ขณะเราวิ่งหรือออกกำลังกายสมองไม่ได้กระทบกับหัวกะโหลก (นอกเว้นที่ชกมวยแย่งรุนแรง) เพราะเชือกดังกล่าว
น้ำหล่อเลียงสมองถมช่องใหญ่หรือโพรงภายในสมองด้วย โพรงสมองมี ๔ โพรง น้ำหล่อเลี้ยงสมองหลั่งจากพื้นที่โพรงด้านข้างทั้งสอง โพรงที่ ๓ และโพรงที่ ๔ โพรงด้านข้างเชื่อมกับโพรงที่ ๓ จากนั้นน้ำหล่อเลี้ยงสมองไหลทางท่อน้ำแขบ ไปถึงโพรงที่ ๔ ซึ่งที่นั้นมีรู ออกจากก้านสมองด้านกลาง และด้านข้าง ดั้งน้นน้ำที่หลั่งภายในสอมงล้างพื้นที่ด้านในอยู่แล้วไปถึงด้านนองสมอง นอกจากนี้ระหว่างสมองและกะโหลกมีที่เก็บน้ำชั่งคราวหรือชลาธาร (cisterna) หลายแห่ง หลังจากน้ำหล่อเลี้ยงสมองออกทางรูที่ก้านสมองแล้วจะมาสะสมชั่วคราวที่มหาชลาธาร (cisterna magna) และชลาธารไข่สันหลัง (cisterna medularis) ต่อไปจะไปสะสมที่ชลาธารหลายแหฟ่ง (*) ไปถึ้ด้านหน้าของสมองด้วย (†) ถึงที่จะไปถึงจุดสูงสุดของสมองใต้กะโหลก ที่นั้นน้ำหล่อเลี้ยงสมองจะออกนอกเยื่อหุ้มสมองร่วมกับเลือดดำ
เยื่อหุ้มสมองประกอบด้วยสามชั้น ชั้นที่ติดกับสมองบอบบางมาก ชั้นกลางมีลักษณะคล้ายใยแมงมุม เต็มน้ำหล่อเลี้ยงสมองและมีหลอดเลือด ชั้นนอกหรือเยื่อทุรามีลักษณะทุระหรือแข็งประกอบด้วยเส้นใยชนิดหนา ในจุดสูงสุดของสมองเยื่อชั้นกลางจะทรงรูปเป็นตุ้มที่บวมออกจากเยื่อชั้นนอก เซลล์ในผิวหนังตุ้มนี้สามารถนำน้ำหล่อเลี้ยงสมองออกไปช่องบนที่สะสมเลือดนอกสมอง ตุ้มทำงานเหมือนกับลิ้นเปิดปิด ขณะความดันอุทกสติตถึงระดับพอสมควร (ประมาณ ๗ ซ. น้ำ) ลิ้นจะเปิด เปิดแล้วจะให้น้ำหล่อเลี้ยงสมองออกและร่วมกับเลือดดำที่จะกลับหัวใจ จะเห็นว่า น้ำหล่อเลี้งสมองไหลตลอดและล้างพื้นที่สมองทั้งพื้นที่ด้านในและด้านนอก นอกจากนี้น้ำหล่อเลี้ยงสมองเก็บที่เยื่อหุ้มเส้นประสาทสมอง จากนั้นเข้ามาร่วมน้ำเหลืองโดยตรง คือไม่ต้องร่วมเลือดดำก่อน
สมองนอกจากจะมีน้ำหล่อเลี้ยงสมองที่ทราบนานๆ แล้ว ยังมีระบบอื่นมีหน้าที่ล้างเนื้อเยื่อแท้อวัยวะด้วย คือระบบกลิมฟาทิก (glymphatic) คงไม่ได้ยินคำนี้เมื่อก่อน เพราะว่าระบบกลิมฟาทิกเพิ่งจะศึกษามา ถึงแม้ว่าสมองไม่มีน้ำเหลืองแท้ แต่น้ำในบริเวณระหว่างเซลล์กับเซลล์เกลียทำหน้าที่แทน ดั้'นั้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ผู้ศึกษาตั่งศัพท์ใหม่ ระบบกลิมฟาทิก (Iliff และคณะ, 2012)
ระบบกลิมฟาทิกนิยามว่า วิถีนอกหลอดเลือดสำหรับแลกเปลี่ยนสารและขับทิ้งของเสียออกจากสมองที่ใช้น้ำหล่อเลี้ยงสมองและน้ำระหว่างเซลล์ หลอดเลือดในสมองมีผนังรอบๆ ประกอบด้วยปลายแขนของเซลล์แอสโทรไซต์ต่างๆ ที่เป็นเหมือนอิฐของผนัง ปลายแขนมีรูปเท้าและจะติดกันอย่างสนิท ผนังทำให้สารออกจากหลอดเลือดและเข้าในสมองยาก นอกเว้นสารละลายในไขมันได้ สารที่มีโปรตีนขนส่งจำเพาะ หรือเป็นสารที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์อย่างง่าย เช่น แกสออกซิเจน แกสคาร์บอนไดอ็อกไซด์ และแกสยาสลบบางชนิด เป็นต้น นอกจากนี้เซลล์แอสโทรไซต์มีโปรตีนขนส่งน้ำชนิด AQP4 ทำให้น้ำผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ง่ายๆ เนื่องจากหลอดเลือดแดงมีความดันอุทกสติตสูง น้ำออกจากผนังรอบหลอดเลือดแดงมากๆ น้ำที่ออกแล้วจะไหลทางเนื้อเยิ่อถึงหลอดเลือดดำในบริเวณใกล้ชิด ซึ่งมีผนังด้วยปลายเซลล์แอสโทรไซต์เหมือนกัน ส่วนความดันภายในหลอดเลือดดำต่ำ ทำให้น้ำเข้าในกระแสเลือดอย่างอิสระ จะเห็นว่า ระหว่างหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดแดงมีกระแสงน้ำไหลตลอดเวลา กระแสน้ำนำสิ่งของและของเสียลอยไปที่บริเวณหลอดเลือดดำ ซึ่งมีโครงสร้างพิเศษคือ รูป่เท้าปลายเซลล์แอสโทรไซต์ติดกับหลอดเลือดดำ แต่มีช่องว่างขนาดประมาณ ๒๐ นม. เรียกว่า ช่องแห่งฟีร์โกว์และโรบิน (Virchow-Robin) น้ำสามารถเข้าในช่องนี้ได้ ขณะน้ำไหลจากหลอดเลือดแดงถึงหลอดเลือดดำนำสิ่งของไป ไม่ว่าจะเป็นโมเลกูลเบาหรือหนักจะลอยไปพร้อมกัน ไม่เหมือนกับกระบวนการการกระจัดกระจายที่น้ำอยู่ในที่และสิ่งของแพรกระจ่ยแล้วแต่น้ำหนัก อย่างไรก็ตาม สารและของเสียสะสมในบริเวณหลอดเลือดดำแล้ว เข้าในช่องแห่งฟีร์โกว์และโรบิน โมเลกูลขนาดใหญ่เช่น เพปไทด์ β-amyloid เข้าไปได้
ระบบกลิมฟาทิกมีคนศึกษาอย่างต่อเนื่อง ศึกษาในสัตว์ทดลองและศึกษาเชิงคลินิกในมนุษย์ ในหนูทดลองประมาณร้อยละ ๗๕ ของของเสียจะออกทางระบบกลิมฟาทิก
วิธีศึกษาระบบกลิมฟาทิกใช้โมเลกุลสีเรืองแสงขนาดเล็ก ละลายในน้ำเกลือและฉีดเข้าสมอง ในการศึกษาหนึ่ง ฉีดภายในมหาชลาธารแลพโพรงด้านข้างมาเปรียบเทียบ ฉีดสีในโพรงด้านข้างไม่ได้เห็นเข้าในเนื้อเยื่อแท้ หมายความว่า น้ำหล่อเลียงสมองที่อยู่ในโพรงออกทางรูทั้งสามในแขนสมองอย่างเดียว ไม่ได้เข้าในเนื้อเยื่อ ขณะที่ฉีดสีทีมหาชลาธารได้เห็นสีที่กระจายไปเนื้อเยื้อแท้ โดยเฉพาะในบริเวณรอบหลอดเลือด ถ้าใช้โมเลกุลสีขนาดเล็กเข้าในเนื้อเยื้ออย่างเร็ว สรุปแล้วน้ำหล่อเลียงสมองสามารถไหลเวียนรอบสมองและเข้าในเนื้อเยื่อแท้ด้วย มีการศึกษาอื่น (Xie และคณะ 2013) เขาพบว่า ขณะหนูทดลองนอนหลับน้ำหล่อเลียงสมองการไหลเพิ่มมากขึ้นร้อยละ ๖๐ ส่วนเวลาตื่นไหลช้าลง เหมือนกับเวลานอนสมองทำความสะอาดตัวเอง
สมองของเรา แม้ว่าไม่มีหลอดน้ำเหลือง แต่มีน้ำหล่อเลี้ยงสมองที่ไหลเวียนตลอดเวลา และน้ำระหว่างเซลล์ไหลจากหลอดเลือดแดงไปถึงหลอดเลือดำ เข้าไปในช่องระหว่างผนังแอสโทรไซต์และนำของปฏิกูลออกจากมันสมอง
หมายเหตุ
* c. interpeduncularis, c. laminae tecti, c. fisurae transversalae, และ c. venae cerebri magnae
†
c. chiasmus และ c. interpeduncularis
วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556
การเรียนรู้ที่มองไม่เห็น
การวิเคราะห์การศึกษาจำเป็นต้องนึกถึงสังคมในอนาคตที่ผู้เรียนจะดำเนินชีวิต เช่น ผู้สอนรุ่นเก่าได้สอนวิธีคิดเลข โดยไม่รู้ว่าภายหลังจะมีเครื่องคิดเลข เป็นต้น ขณะนี้อาจมีบางคนที่พยายามคาดเดาอนาคตเพื่อพัฒนาการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น กระบวนการสังคมผู้เรียนรู้จาริก (Knowmad society) เขาพยายามหาลักษณะของสังคมในอนาคตและชี้ทักษะการดำรงชีพที่เหมาะสม ซึ่งภายหน้าอาจจะมีผู้รู้ที่เรียกว่า ผู้เรียนรู้จาริก (knowmad ศัพท์ใหม่) เป็นผู้ที่สามารถหาความรู้ด้วยตัวเองได้ เรียนรู้ได้ ลืมของเก่าได้ เขาจะมีความสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถทำงานในสังคมและวัฒนธรรมต่างๆได้ มีทักษะทางภาษา สังคมในอนาคตจะเป็นสังคมประเภทที่สาม ซึ่งอาศัยความรู้มากขึ้น ไม่เหมือนกับสังคมที่อาศัยผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรม ที่เรียกว่าสังคมประเภทที่ ๑
ส่วนสังคมผู้เรียนรู้จาริกได้อธิบายไว้ในหนังสือสองเล่ม เล่มที่หนึ่งเขียนเป็นภาษาสเปนใน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีชื่อว่า “การเรียนรู้ที่มองไม่เห็น” (Aprendizaje invisible, pdf) และอีกเล่มหนึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษมีซื่อ “สังคมจาริก” (Knowmad society) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ทั้งสองเล่มนี้มีเนื้อหาคล้ายกัน ในเล่มที่สองจะเน้นนวัตกรรมทางด้านการศึษาที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์และกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ส่วนเล่มแรกจะเขียนเน้นนวัตกรรมในประเทศที่ใช้ภาษาสเปน เช่น โครงการเฟสบุ๊ก (Projecto Facebook) ในประเทศอาร์เจนตินา (๒๕๕๑) และแพนการเซยบัล (Ceybal project) ในสาธารณรัฐอุรุกวัย (๒๕๕๒)
หนังสือทั้งสองเล่มนี้ชี้ทักษะของผู้เรียนรู้ในอนาคต ส่วนที่ต่างกันในเล่มที่สอง เล่มใหม่เรียกว่าทักษะอ่อน (soft skills) ส่วนเล่มเดิมเรียกว่าสมารถภาพทางด้านมนุษยาศาสตร์ (habilidades humanistas) เสียดายที่ส่วนนี้ไม่มีในเล่มใหม่ เพราะมีความน่าสนใจและน่านำมาวิเคราะห์ด้วย สามารถภาพดังกล่าวมีทั้งหมด ๑๒ ข้อ ได้แก่
ส่วนสังคมผู้เรียนรู้จาริกได้อธิบายไว้ในหนังสือสองเล่ม เล่มที่หนึ่งเขียนเป็นภาษาสเปนใน พ.ศ. ๒๕๕๔ มีชื่อว่า “การเรียนรู้ที่มองไม่เห็น” (Aprendizaje invisible, pdf) และอีกเล่มหนึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษมีซื่อ “สังคมจาริก” (Knowmad society) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ทั้งสองเล่มนี้มีเนื้อหาคล้ายกัน ในเล่มที่สองจะเน้นนวัตกรรมทางด้านการศึษาที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์และกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ส่วนเล่มแรกจะเขียนเน้นนวัตกรรมในประเทศที่ใช้ภาษาสเปน เช่น โครงการเฟสบุ๊ก (Projecto Facebook) ในประเทศอาร์เจนตินา (๒๕๕๑) และแพนการเซยบัล (Ceybal project) ในสาธารณรัฐอุรุกวัย (๒๕๕๒)
หนังสือทั้งสองเล่มนี้ชี้ทักษะของผู้เรียนรู้ในอนาคต ส่วนที่ต่างกันในเล่มที่สอง เล่มใหม่เรียกว่าทักษะอ่อน (soft skills) ส่วนเล่มเดิมเรียกว่าสมารถภาพทางด้านมนุษยาศาสตร์ (habilidades humanistas) เสียดายที่ส่วนนี้ไม่มีในเล่มใหม่ เพราะมีความน่าสนใจและน่านำมาวิเคราะห์ด้วย สามารถภาพดังกล่าวมีทั้งหมด ๑๒ ข้อ ได้แก่
- คิดเป็นระบบ
- คิดแบบสมมุติว่าเป็นอย่างนั้น
- สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปหรือไม่มั่นคงได้
- สามารถสร้างสรรค์และวิเคราะห์สภาพอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ต่างกัน
- ตั้งเป้าหมายและตอบสนองต่อการท้าทายได้
- เข้าใจข้อมูลที่มีอยู่และนำมาใช้ได้
- สร้างความรู้ระดับบุคคลด้และนำมาใช้
- สร้างความรู้เกี่ยวกับบริบท กระบวนการ และวัฒนธรรมและนำมาใช้
- ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เกิดขึ้นใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ
- หาความรู้และวิเคราะห์ความรู้แนวโน้มทางโลกภิวัตได้
- พูดและเขียนอย่างพึ่งตนเอง
- ตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง
วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556
วิวัฒนาการการศึกษาลาว
การศึกษาในประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะปัจจุบัน
ขณะศึกษาประวัติศาสตร์บางที่เน้นการเมืองและการปกครองมากถึงที่ไม่ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของความรู้และการถ่ายทอดความรู้
ต้องยอมรับที่สมัยก่อนเมืองลาวไม่มีรูปแบบปัจจุบัน สถาบันการศึกษาคือ วัด เด็กชายที่บวชเป็นสมาเณรได้โอกาสรู้อักษรและเรียนหลักศาสนา ส่วนเด็กหญิงคงไม่ได้เรียน ไม่ต้องแปลกใจที่สมัยก่อนผู้หญิงและผู้ชายมีบทบาทในสังคมที่ต่างการ ความจริงไม่ควรใช้เกณฑ์ปัจจุบันเพื่อพิพากษาอดีต อย่างไรก็ตาม ที่หลังสมัยฝรั่งเศสมาปกครองพื้นที่ เขาได้ตั้งโรงเรียนและพิมพ์หนังสือ หนังสือประถมศึกษาเป็นภาษาลาวออกมาครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๖๓ และหนังสือระดับมัธยมศึกษาติดตามมาในปีต่อไปพร้อมกับการเปิดโรงเรียนโดยออกุสต์ ปาวี (Aguste Pavie) ข้าหลวงใหญ่ของฝรั่งเศสประจำลาวคนแรก ต่อมาภายใน พ.ศ. ๒๔๗๕ มีนักเรียน ๗,๐๓๕ คน (เด็กหญิง ๙๗๖ คน) ที่เข้าศึกษาอยู่ในโรงเรียนรัฐบาล กลุ่มนักเรียนเหล่านี้ประกอบด้วยเด็กลาวชนเผ่าต่างๆ และเด็กเวียดนาม
หลังจากมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ตั้งคณะกรรมการวรรณคดี (Comité-littéraire du Laos) ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ (ຮາດສະພະບັນດິດ, Académie Royale du Laos) ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ องค์กรมีเป้าหมายทำให้ภาษาลาวทันสมัยและพัฒนาศัพท์ใหม่ทางด้าน นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฟิสิกส์ บรรณารักษ์ศาสตร์ ชีววิทยา ฯลฯ เช่น ศัพท์ ธาตุเหลือง (ດາດເຫຼືອງ, corpus luteum) ที่ใช้ในหนังสือนักเรียนถึงปัจจุบันนี้ เป็นศัพท์ที่ประดิษฐ์ใหม่
ในทศวรรษ ๒๕๑๐ ลาวได้เห็นกิจกรรมทางด้านวีชาการเพิ่มมากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ วารสาร Mittasone เร่มออกมา ต่อไปใน พ.ศ. ๒๕๑๓ วารสารภาษาฝรั่งเศส Bulletin des Amis du Royaume Laos ติดตามมาด้วยบทเกี่ยวกันเรื่องต่างๆ และใน พ.ศ. ๒๕๑๖ ออกฉบับพิเศษเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศลาว วารสานอื่นๆ ติดตามมา เช่น วารสารไผ่หนาม (ໄຜ່ໜາມ พ.ศ. ๒๕๑๕) ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับวรรณคดีและประวัติศาสตร์ โดยการการแนะนำของนักเขียนและนักประวัติศาสตร์ มหาศีลา วีรวงศ์ (ມະຫາສີລາ ວີຮະວົງ) ต่อไปมีวารสาร นาง เป็นวารสารแรกในลาวที่มาอภิปรายเรื่องที่เป็นความสนใจของผู้หญิง และใน พ.ศ. ๒๕๑๔ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกในลาวออกมา (Vientiane Times) ออกมา
หลังจากตั้งสาธารณรัฐประชาชนลาวหรือ สปป. ลาว ถึงปัจจุบันนี้การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ออกวารสารอัปเดต (ອັບເດດ) ตอนนี้นอกจากฉบับพิมพ์ยังมีฉบับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊ก ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประเทศลาวได้เปิดมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งในปัจจุบันนี้มีคณะ ๑๑ คณะ พร้อมกับโรงพยาบาล
เอกสารอ้างอิง
Evans, G (2012) A short history of Laos: The land in between, Silkworm books, Bangkok
ต้องยอมรับที่สมัยก่อนเมืองลาวไม่มีรูปแบบปัจจุบัน สถาบันการศึกษาคือ วัด เด็กชายที่บวชเป็นสมาเณรได้โอกาสรู้อักษรและเรียนหลักศาสนา ส่วนเด็กหญิงคงไม่ได้เรียน ไม่ต้องแปลกใจที่สมัยก่อนผู้หญิงและผู้ชายมีบทบาทในสังคมที่ต่างการ ความจริงไม่ควรใช้เกณฑ์ปัจจุบันเพื่อพิพากษาอดีต อย่างไรก็ตาม ที่หลังสมัยฝรั่งเศสมาปกครองพื้นที่ เขาได้ตั้งโรงเรียนและพิมพ์หนังสือ หนังสือประถมศึกษาเป็นภาษาลาวออกมาครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๖๓ และหนังสือระดับมัธยมศึกษาติดตามมาในปีต่อไปพร้อมกับการเปิดโรงเรียนโดยออกุสต์ ปาวี (Aguste Pavie) ข้าหลวงใหญ่ของฝรั่งเศสประจำลาวคนแรก ต่อมาภายใน พ.ศ. ๒๔๗๕ มีนักเรียน ๗,๐๓๕ คน (เด็กหญิง ๙๗๖ คน) ที่เข้าศึกษาอยู่ในโรงเรียนรัฐบาล กลุ่มนักเรียนเหล่านี้ประกอบด้วยเด็กลาวชนเผ่าต่างๆ และเด็กเวียดนาม
หลังจากมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ตั้งคณะกรรมการวรรณคดี (Comité-littéraire du Laos) ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ (ຮາດສະພະບັນດິດ, Académie Royale du Laos) ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ องค์กรมีเป้าหมายทำให้ภาษาลาวทันสมัยและพัฒนาศัพท์ใหม่ทางด้าน นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฟิสิกส์ บรรณารักษ์ศาสตร์ ชีววิทยา ฯลฯ เช่น ศัพท์ ธาตุเหลือง (ດາດເຫຼືອງ, corpus luteum) ที่ใช้ในหนังสือนักเรียนถึงปัจจุบันนี้ เป็นศัพท์ที่ประดิษฐ์ใหม่
ในทศวรรษ ๒๕๑๐ ลาวได้เห็นกิจกรรมทางด้านวีชาการเพิ่มมากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ วารสาร Mittasone เร่มออกมา ต่อไปใน พ.ศ. ๒๕๑๓ วารสารภาษาฝรั่งเศส Bulletin des Amis du Royaume Laos ติดตามมาด้วยบทเกี่ยวกันเรื่องต่างๆ และใน พ.ศ. ๒๕๑๖ ออกฉบับพิเศษเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศลาว วารสานอื่นๆ ติดตามมา เช่น วารสารไผ่หนาม (ໄຜ່ໜາມ พ.ศ. ๒๕๑๕) ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับวรรณคดีและประวัติศาสตร์ โดยการการแนะนำของนักเขียนและนักประวัติศาสตร์ มหาศีลา วีรวงศ์ (ມະຫາສີລາ ວີຮະວົງ) ต่อไปมีวารสาร นาง เป็นวารสารแรกในลาวที่มาอภิปรายเรื่องที่เป็นความสนใจของผู้หญิง และใน พ.ศ. ๒๕๑๔ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกในลาวออกมา (Vientiane Times) ออกมา
หลังจากตั้งสาธารณรัฐประชาชนลาวหรือ สปป. ลาว ถึงปัจจุบันนี้การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ออกวารสารอัปเดต (ອັບເດດ) ตอนนี้นอกจากฉบับพิมพ์ยังมีฉบับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊ก ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประเทศลาวได้เปิดมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งในปัจจุบันนี้มีคณะ ๑๑ คณะ พร้อมกับโรงพยาบาล
เอกสารอ้างอิง
Evans, G (2012) A short history of Laos: The land in between, Silkworm books, Bangkok
วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555
แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ ๑๑
อุดมศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาของโลก สมัยก่อนเราใช้ตลับเทปเพื่อบันทึกเสียง อาจเป็นเพลงหรือการพูดคย ส่วนตอนนี้เราใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต วิธีการเรียนเปลี่ยนไป ซึ้งมีผลกระทบต่อเนื้อความที่เรียน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อบันทึกข้อมูลช่วยเรียนภาษาต่างประเทศอได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เพือพัฒนาอุดมศึกษาต้องกำหนดเป้าหมายหรือรูปแบบของสภาวะที่อยากให้เกิดขึ้น และต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกปัจจุบันและความเป็นมา
แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ ๑๑ ที่ประกาศปีที่แล้ว กำหนดการพัฒนาในระยะเวลา พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙ แผนการประกอบด้วยเป้าหมายสำคับสองด้าน อาทิ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กับการเข้าร่วมในประชาคมอาเซียน
ประการที่หนึ่งของแผนการอุดมศึกษาคือ นำการศึกษาแล้วแต่มุมมองเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ให้สังคมพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยกับทรัพยากรที่มีปริมาณจำกัดหรือทรัพยากรที่กำลังจะหมดลง ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของแผน จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถแก้ปัญหาของประเทศ นอกจากนี้สามารถตอบสนองต่อสภาวะวิคฤตได้ คือต้องเป็นผู้ที่คิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น ตลอดจนผู้สำเร็จอุดมศึกษาจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นแผนจะเน้นการสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติแลเน้นวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทฤษฎีจุดมุ่งหมายที่จะประหยัดทรัพยากร ดังนั้นแผนการอุดมศึกษาจะบูรณาการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอาชีวศึกษากับอุดมศึกษา
ประการที่สองของแผนการอุดมศึกษาคือ ให้ผู้สำเร็จอุดมศึกษาสามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ ข้อนี้หมายถึง ผู้สำเร็จอุดมศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาสามารถไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน สามารถร่วมมือกับชาวต่างชาติและทำงานด้วยกันเพื่อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้ แผนจะเน้นให้นิสิตนักศึกษาเรียนภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน (ต้องสังเกตร้านหนังสือที่กรุงเทพฯ ไม่มีตำราเรียนภาษาประเทศเพื่อนบ้าน และไม่เคยเห็นพจนานุกรม ไทย-ลาว ไทย-มลายู หรือ ไทย-พม่า คณะนีร้มหาวิทยาลัลบางแห่งได้สอนวิชา ภาษาเขมร หรือภาษาลาวอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี แผนยังมี “การแลกเปลี่ยนอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาภายในประเทศและต่างประเทศ” (ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ข้อ ๔.๖) นอกจากนี้จะสนับสนุนให้จัดหลักสูตรนานาชาติ และให้จัดหลักสูตรร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ ๑๑ ที่ประกาศปีที่แล้ว กำหนดการพัฒนาในระยะเวลา พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙ แผนการประกอบด้วยเป้าหมายสำคับสองด้าน อาทิ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กับการเข้าร่วมในประชาคมอาเซียน
ประการที่หนึ่งของแผนการอุดมศึกษาคือ นำการศึกษาแล้วแต่มุมมองเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ให้สังคมพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยกับทรัพยากรที่มีปริมาณจำกัดหรือทรัพยากรที่กำลังจะหมดลง ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของแผน จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถแก้ปัญหาของประเทศ นอกจากนี้สามารถตอบสนองต่อสภาวะวิคฤตได้ คือต้องเป็นผู้ที่คิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น ตลอดจนผู้สำเร็จอุดมศึกษาจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นแผนจะเน้นการสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติแลเน้นวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทฤษฎีจุดมุ่งหมายที่จะประหยัดทรัพยากร ดังนั้นแผนการอุดมศึกษาจะบูรณาการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอาชีวศึกษากับอุดมศึกษา
ประการที่สองของแผนการอุดมศึกษาคือ ให้ผู้สำเร็จอุดมศึกษาสามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ ข้อนี้หมายถึง ผู้สำเร็จอุดมศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาสามารถไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน สามารถร่วมมือกับชาวต่างชาติและทำงานด้วยกันเพื่อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้ แผนจะเน้นให้นิสิตนักศึกษาเรียนภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน (ต้องสังเกตร้านหนังสือที่กรุงเทพฯ ไม่มีตำราเรียนภาษาประเทศเพื่อนบ้าน และไม่เคยเห็นพจนานุกรม ไทย-ลาว ไทย-มลายู หรือ ไทย-พม่า คณะนีร้มหาวิทยาลัลบางแห่งได้สอนวิชา ภาษาเขมร หรือภาษาลาวอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี แผนยังมี “การแลกเปลี่ยนอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาภายในประเทศและต่างประเทศ” (ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ข้อ ๔.๖) นอกจากนี้จะสนับสนุนให้จัดหลักสูตรนานาชาติ และให้จัดหลักสูตรร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ตำราระบบประสาท
หนังสือใหม่ ระบบประสาทและการทำงาน ของ นพ.สมนึก นิลบุหา เล่าการทำงานของระบบประสาทใน ๒๖๔ หน้าจัดเป็น ๑๙ บท สาระสำคัญมีประสาทกายวิภาคศาสตร์หรือโครงสร้างระบบประสาท เล่มนี้ไม่ได้อธิบายโครงสร้างอย่างเดียว แต่นำประเด็นสำคัญของระบบประสาทที่อาศัยโครงสร้างมาวิเคราะห์ เช่น ในหน้า ๒๑๖ มาอธิบายสาเหตุทำไมขณะที่หลอดเลือด ปิก้า อุดตันจะเสียความสัมผัสเจ็บปวดและอุณหภูมิในด้านร่างการตรงกันข้ามกับที่อุดตัน สำหรับอาจารย์และผู้สำเร็จเรียนวิชามาแล้วประเด็นนี้ชัดเจน ส่วนนิสิตแพทย์ที่เพิ่งเรียนหรือยังเรียนระบบประสาทอยู่เรื่องนี้คล้ายกับไสยศาสตร์
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มประสาทกายวิภาคศาสตร์โดยตรง แต่นำประเด็นจากวิชาดั่งกล่าวที่มีความสำคัญเท่านั้นมาอธิบาย เช่น ไม่ได้เล่าเรื่อง dermatome อย่างละเอียด แม้ว่าสำคัญอาจจะทำให้ผู้เริ่มเรียนซับซ้อน
เล่มเริ่มเล่าส่วนๆ ของระบบประสาทและลักษณะสำคัญของเซลล์ประสาทและเซลล์เกลีย ต่อไปเล่าถึงกล้ามเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นจากดึงกล้ามเนื้อ ประเด็นนี้สำคัญ เพราะว่าความผิดปกติของระบบประสาทบางชนิจะแสดงออกโดยผู้ป่วยไม่สามารถนำกล้ามเนื้อมาทำงาน แม้ว่ากล้ามเนื้อไม่ใช่ระบบประสาท แพทย์จะตรวจกล้ามเนื้อเพื่อพิสูจน์ว่าระบบประสาททำหน้าที่อยู่หรือไม่ เป็นกรณีเหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจความสะอาดของถนนเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ว่าราชการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม บทต่อไปมาอธิบายเรื่องวิถีประสาท ทั้งวิถีประสาทและวิถีประสาทลง เรื่องนี้ซับซ้อนพอสมควร แต่เล่มทำให้ง่ายกว่า โดยเน้นข้อมูลที่วิถีประสาทถือไปส่งอยู่ ไม่ได้เน้นโครงสร้าง บทต่อไปอธิบายวิถีประสาทที่เดินทางจางเปลือกสมองทางไขสังหลัง ไปควบคุมเซลล์ประสาทสั่งการ ส่วนต่อไปอธิบายงานกลุ่มเซลล์ใต้สมอง ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ แม้ว่าระบบนี้ไม่ได้ควบคุมประสาทสั่งการโดยตรง ต่อไปบทที่ ๔ อธิบายงานของเปลือกสมองแต่ละบริเวณ โดยเอาบริเวณที่เกี่ยวข้องมาร่วมกัน เช่นบริเวณที่ ๑๘-๑๙ ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับความมองเห็น และบริเวณที่ ๘ ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของตา นำมาพรรณนาพร้อมกัน
บทต่อไปมาเล่าเรื่องประสาทสมอง ๑๒ คู่ ที่นี่อาจารย์ใช้แนวคิดอนุรักษ์นิยม มาอธิบายส่วนกิจกรรม (GSA, SSA, GVA, ฯลฯ) อย่างอ่านในตำราอื่นๆ แต่พร้อมกับประสาทสมองแต่ละคู่มีอาการและอาการแสดงด้วย จากนั้นอธิบายกลไกการเคลื่อนไหวของตา ใน ๔ บทต่อไปมาเล่าเรื่องประสาทสัมผัส มีการได้ยีน ระบบทรงตัวภายในหู และการรู้รส แต่ไม่มีการดมกลิ่น ซึ่งมาอธิบายที่หลังพร้อมกับระบบลิมบิก ต่อไปมีไฮโปทาลามัส ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ด้วย
บทที่ ๑๔ อธิบายระบบลิมบิก ความทรงจำ และความกลัว เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณต่างๆ ของระบบลิมบิกซับซ้อนพอสมควรอาจารย์ไม่ได้ใช้ส่วนที่ตัดออกมาวาด แต่ใช้แผนภาพเพื่อแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง มีแต่รูป ๑๔.๑ รูปเดียว ซึ่งแสดงสมองหั่นตามยาย บทที่ ๑๕ อธิบายโครงสร้างสมองน้อย (อนุสมอง) โดยใช้ตารางสรุปวิถีประสาทเข้าและวิถีประสาทออกเพื่อจะได้เห็นภาพร่วมอย่างง่ายๆ ต่อไปบทที่ ๑๖ อธิบายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและไขสังหลัง มีภาพประกอบที่แสดงพื้นที่ที่หลอดเลือดไปบริการอาหารให้ นอกจากนี้ยังเล่าความผิดปกติหลอดเลือดด้วย ทั้งหลอดเลือดอุคตันแบะหลอดเลือดแตก ตลอดจนอาการที่อาจจะเกิดขึ้น สิ่งที่น่าสังเกตที่อาจารย์จำแนกความแตกต่างกับอาการที่มาเร็วและช้า ส่วนสองบทต่อไป (บทที่ ๑๗-๑๘) อธิบายเกี่ยวกับโพรงสมอง น้ำไขสังหลัง และความดันอุทกสถิตภายในกะโลกศีรษะและการเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต บทสุดท้ายเป็นบทบูรณการ อธิบายวิธีหาจุดผิดปกติในผู้ป่วนระบบประสาทโดยวิเคราะห์อาการและอาการแสดง
นิสิตนักศึกษาที่เรียนประสาทกายวิภาคศาสตร์ส่วนใหญ่ใช้ตำราของ อ.มีชัย ศรีใส (พ.ศ. ๒๕๔๖, ๕๐๘ หน้า) ซึ่งเป็นเล่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยรูปถ่ายอาจารย์ใหญ่และภาพ CT ในผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ ส่วนนิสิตหนักศึกษาที่อ่านภาษาอังกฤษอย่างสะดวกมักอ่านตำราของ D. Haines (Fundamental neuroscience for basic and clinical applications, พ.ศ. ๒๕๔๘, ๖๐๘ หน้า) สองเล่มนี้เป็นเล่มสมบูรณ์และละเอียด แต่ขณะเริ่มนิสิตหนักศึกษาต้องมีอดทนอย่างสูง เพราะว่าไม่ได้เห็นภาพร่วม ส่วนเล่มของ นพ.สมนึก จะให้เห็นภาพร่วมและความสำคัญของแต่ละหัวข้อในทั้งที่ เหมาะสมสำหรับผู้ทบทวนวิชาและผู้เริ่มเรียน
หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มประสาทกายวิภาคศาสตร์โดยตรง แต่นำประเด็นจากวิชาดั่งกล่าวที่มีความสำคัญเท่านั้นมาอธิบาย เช่น ไม่ได้เล่าเรื่อง dermatome อย่างละเอียด แม้ว่าสำคัญอาจจะทำให้ผู้เริ่มเรียนซับซ้อน
เล่มเริ่มเล่าส่วนๆ ของระบบประสาทและลักษณะสำคัญของเซลล์ประสาทและเซลล์เกลีย ต่อไปเล่าถึงกล้ามเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นจากดึงกล้ามเนื้อ ประเด็นนี้สำคัญ เพราะว่าความผิดปกติของระบบประสาทบางชนิจะแสดงออกโดยผู้ป่วยไม่สามารถนำกล้ามเนื้อมาทำงาน แม้ว่ากล้ามเนื้อไม่ใช่ระบบประสาท แพทย์จะตรวจกล้ามเนื้อเพื่อพิสูจน์ว่าระบบประสาททำหน้าที่อยู่หรือไม่ เป็นกรณีเหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจความสะอาดของถนนเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ว่าราชการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม บทต่อไปมาอธิบายเรื่องวิถีประสาท ทั้งวิถีประสาทและวิถีประสาทลง เรื่องนี้ซับซ้อนพอสมควร แต่เล่มทำให้ง่ายกว่า โดยเน้นข้อมูลที่วิถีประสาทถือไปส่งอยู่ ไม่ได้เน้นโครงสร้าง บทต่อไปอธิบายวิถีประสาทที่เดินทางจางเปลือกสมองทางไขสังหลัง ไปควบคุมเซลล์ประสาทสั่งการ ส่วนต่อไปอธิบายงานกลุ่มเซลล์ใต้สมอง ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ แม้ว่าระบบนี้ไม่ได้ควบคุมประสาทสั่งการโดยตรง ต่อไปบทที่ ๔ อธิบายงานของเปลือกสมองแต่ละบริเวณ โดยเอาบริเวณที่เกี่ยวข้องมาร่วมกัน เช่นบริเวณที่ ๑๘-๑๙ ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับความมองเห็น และบริเวณที่ ๘ ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของตา นำมาพรรณนาพร้อมกัน
บทต่อไปมาเล่าเรื่องประสาทสมอง ๑๒ คู่ ที่นี่อาจารย์ใช้แนวคิดอนุรักษ์นิยม มาอธิบายส่วนกิจกรรม (GSA, SSA, GVA, ฯลฯ) อย่างอ่านในตำราอื่นๆ แต่พร้อมกับประสาทสมองแต่ละคู่มีอาการและอาการแสดงด้วย จากนั้นอธิบายกลไกการเคลื่อนไหวของตา ใน ๔ บทต่อไปมาเล่าเรื่องประสาทสัมผัส มีการได้ยีน ระบบทรงตัวภายในหู และการรู้รส แต่ไม่มีการดมกลิ่น ซึ่งมาอธิบายที่หลังพร้อมกับระบบลิมบิก ต่อไปมีไฮโปทาลามัส ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ด้วย
บทที่ ๑๔ อธิบายระบบลิมบิก ความทรงจำ และความกลัว เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณต่างๆ ของระบบลิมบิกซับซ้อนพอสมควรอาจารย์ไม่ได้ใช้ส่วนที่ตัดออกมาวาด แต่ใช้แผนภาพเพื่อแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง มีแต่รูป ๑๔.๑ รูปเดียว ซึ่งแสดงสมองหั่นตามยาย บทที่ ๑๕ อธิบายโครงสร้างสมองน้อย (อนุสมอง) โดยใช้ตารางสรุปวิถีประสาทเข้าและวิถีประสาทออกเพื่อจะได้เห็นภาพร่วมอย่างง่ายๆ ต่อไปบทที่ ๑๖ อธิบายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและไขสังหลัง มีภาพประกอบที่แสดงพื้นที่ที่หลอดเลือดไปบริการอาหารให้ นอกจากนี้ยังเล่าความผิดปกติหลอดเลือดด้วย ทั้งหลอดเลือดอุคตันแบะหลอดเลือดแตก ตลอดจนอาการที่อาจจะเกิดขึ้น สิ่งที่น่าสังเกตที่อาจารย์จำแนกความแตกต่างกับอาการที่มาเร็วและช้า ส่วนสองบทต่อไป (บทที่ ๑๗-๑๘) อธิบายเกี่ยวกับโพรงสมอง น้ำไขสังหลัง และความดันอุทกสถิตภายในกะโลกศีรษะและการเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต บทสุดท้ายเป็นบทบูรณการ อธิบายวิธีหาจุดผิดปกติในผู้ป่วนระบบประสาทโดยวิเคราะห์อาการและอาการแสดง
นิสิตนักศึกษาที่เรียนประสาทกายวิภาคศาสตร์ส่วนใหญ่ใช้ตำราของ อ.มีชัย ศรีใส (พ.ศ. ๒๕๔๖, ๕๐๘ หน้า) ซึ่งเป็นเล่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยรูปถ่ายอาจารย์ใหญ่และภาพ CT ในผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ ส่วนนิสิตหนักศึกษาที่อ่านภาษาอังกฤษอย่างสะดวกมักอ่านตำราของ D. Haines (Fundamental neuroscience for basic and clinical applications, พ.ศ. ๒๕๔๘, ๖๐๘ หน้า) สองเล่มนี้เป็นเล่มสมบูรณ์และละเอียด แต่ขณะเริ่มนิสิตหนักศึกษาต้องมีอดทนอย่างสูง เพราะว่าไม่ได้เห็นภาพร่วม ส่วนเล่มของ นพ.สมนึก จะให้เห็นภาพร่วมและความสำคัญของแต่ละหัวข้อในทั้งที่ เหมาะสมสำหรับผู้ทบทวนวิชาและผู้เริ่มเรียน
วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555
การออกแบบรายวิชา : การแสดงออกของยีน
ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประสานงานรายวิชามีความประสงค์ให้ออกแบบที่ดี แต่บางครั้งไม่ทราบออกดีแบบอย่างไร ขณะนี้มาเล่าประสบการณ์ในออกแบบรายวิชาการแสดงออกของยีนสำหรับนิสิตปริญญาโทและเอก
อันดับแรกต้องพิจารณาเนื้อความและขอบเขตอย่างประณีต แม้ว่าได้เรียนวิชามาแล้วสมัยยังเรียนอยู่ต้องสังเกตที่ในปัจจุบันวิชาเปลี่ยนมากๆ จำเป็นต้องหาเนื้อความสำคัญและเหมาะสม
ไปห้องสมุดได้พบหนังสือสองเล่มที่น่าจะนำมาใช้เป็นตำราประจำวิชาได้ ได้แกตำราของ Benjamin Lewin และตำราของ David Latchman วิธีที่ได้พบสองเล่มนั้นคือ ไปห้องสมุดหาหนังสือวิชาการแสดงออกของยีนที่รู้จักอย่างดี เข้าไปหิ้วหนังสือเห็นที่ใกล้ชิดกับเล่มนั้นมีเล่มอื่นแต่เรื่องเดียวกัน เปิดดูและตรวจดัชนี ต่อไปเลือกสองสามเล่มยืมมาอ่านอย่างละเอียด พยายามอ่านทั้งหมดหรือเท่าที่อ่านได้ จากการอ่านตำราได้ความรู้หลักและแนวคิดสำคัญ แต่อาจไม่ทันสมัย เพราะว่าต้องสังเกตที่ผู้เขียนตำราใช้เวลาเขียนหลายปี ดังนั้นต้องเพิ่มกับบทวิจารณ์ทันสมัย ที่นี่โชคดีที่มีวารสารที่เกี่ยวข้องคือ Nature review molecular cell biology และ Current Opinion in Cell Biology ซึ่งมีฉบับพิเศษเกี่ยวกับการแสดงออกของยีนด้วย จากบทปริทัศน์ได้ความรู้สมัยใหม่และได้รู้ประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษาอยู่ เพราะว่านิสิตบัณฑิตน่าจะเรียนเนื้อความทันสมัยที่นำเอามาใช้กับงานวิจัยได้
ขั้นต่อไปต้องเพิ่มความรู้ทางด้านทฤษฎีหลักสูตรและวิธีออกแบบหลักสูตร แม้ว่าได้ออกแบบรายวิชาหลายวิชาแล้ว จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของคนอื่นด้วย คุยกับเพื่อนร่วมงานและหาเอกสารเขียน ไปห้องสมุดใช้วิธีดังกล่าวได้พบหนังสือของ H. Lynn Erickson ขณะสอนนอกจากสอนข้อเท็จจริง อ. ลิน ให้เน้นแนวคิดด้วย ส่วนในด้านอนุชีววิทยาโครงสร้างของโมเลกุลกำหนดการกระทำ เป็นต้น นอกจากนี้ต้องมีความสันพันธ์กันและกันระหว่างหัวข้อด้วย เป็นประเด็นสำคัญเพราะว่า ในกระบวนการการแสดงออกของยีนแต่ละขั้นตอนนั้นมีเกี่ยวข้องกับขั้นต้นอื่น ดังนั้นในกรณีที่มีผู้สอนหลายคนต้องทำให้แน่ใจอาจารย์แต่ละคนทราบว่าคนอื่นสอนอะไร ผู้ประสานงานต้องสื่อสารเป็นประจำให้อาจารย์ทุกคนทราบ บางทีอาจารย์ไม่มีเวลาฟังคำบรรยายของอาจารย์ผู้ร่วมงานด้วย
อันดับแรกต้องพิจารณาเนื้อความและขอบเขตอย่างประณีต แม้ว่าได้เรียนวิชามาแล้วสมัยยังเรียนอยู่ต้องสังเกตที่ในปัจจุบันวิชาเปลี่ยนมากๆ จำเป็นต้องหาเนื้อความสำคัญและเหมาะสม
ไปห้องสมุดได้พบหนังสือสองเล่มที่น่าจะนำมาใช้เป็นตำราประจำวิชาได้ ได้แกตำราของ Benjamin Lewin และตำราของ David Latchman วิธีที่ได้พบสองเล่มนั้นคือ ไปห้องสมุดหาหนังสือวิชาการแสดงออกของยีนที่รู้จักอย่างดี เข้าไปหิ้วหนังสือเห็นที่ใกล้ชิดกับเล่มนั้นมีเล่มอื่นแต่เรื่องเดียวกัน เปิดดูและตรวจดัชนี ต่อไปเลือกสองสามเล่มยืมมาอ่านอย่างละเอียด พยายามอ่านทั้งหมดหรือเท่าที่อ่านได้ จากการอ่านตำราได้ความรู้หลักและแนวคิดสำคัญ แต่อาจไม่ทันสมัย เพราะว่าต้องสังเกตที่ผู้เขียนตำราใช้เวลาเขียนหลายปี ดังนั้นต้องเพิ่มกับบทวิจารณ์ทันสมัย ที่นี่โชคดีที่มีวารสารที่เกี่ยวข้องคือ Nature review molecular cell biology และ Current Opinion in Cell Biology ซึ่งมีฉบับพิเศษเกี่ยวกับการแสดงออกของยีนด้วย จากบทปริทัศน์ได้ความรู้สมัยใหม่และได้รู้ประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษาอยู่ เพราะว่านิสิตบัณฑิตน่าจะเรียนเนื้อความทันสมัยที่นำเอามาใช้กับงานวิจัยได้
ขั้นต่อไปต้องเพิ่มความรู้ทางด้านทฤษฎีหลักสูตรและวิธีออกแบบหลักสูตร แม้ว่าได้ออกแบบรายวิชาหลายวิชาแล้ว จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของคนอื่นด้วย คุยกับเพื่อนร่วมงานและหาเอกสารเขียน ไปห้องสมุดใช้วิธีดังกล่าวได้พบหนังสือของ H. Lynn Erickson ขณะสอนนอกจากสอนข้อเท็จจริง อ. ลิน ให้เน้นแนวคิดด้วย ส่วนในด้านอนุชีววิทยาโครงสร้างของโมเลกุลกำหนดการกระทำ เป็นต้น นอกจากนี้ต้องมีความสันพันธ์กันและกันระหว่างหัวข้อด้วย เป็นประเด็นสำคัญเพราะว่า ในกระบวนการการแสดงออกของยีนแต่ละขั้นตอนนั้นมีเกี่ยวข้องกับขั้นต้นอื่น ดังนั้นในกรณีที่มีผู้สอนหลายคนต้องทำให้แน่ใจอาจารย์แต่ละคนทราบว่าคนอื่นสอนอะไร ผู้ประสานงานต้องสื่อสารเป็นประจำให้อาจารย์ทุกคนทราบ บางทีอาจารย์ไม่มีเวลาฟังคำบรรยายของอาจารย์ผู้ร่วมงานด้วย
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554
อุดมศึกษาที่ประเทศอินโดนีเซีย
ก่อนยุคอาณานิคมหนุ่มๆ อินโดนีเซียเรียนในโรงเรียนเปศานเตรฺน ที่นั้นนักเรียนได้ศึกษาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ นอกจากนี้ยังได้โอกาสเรียนกฎหมายอิสลามด้วย คล้ายกับ ร.ร. ปอเนาะที่เขตชายแดนภาคใต้ สมัยเนเธอร์แลนด์มาปกครองได้ตั้ง ร.ร. แพทย์ (พ.ศ. ๒๓๔๙) และ ร.ร. วิศวกรรม (พ.ศ. ๒๔๖๓) การศึกษาเริ่มใช้ภาษาดัตช์ แม้ว่าประชากรประกอบด้วยชาวอินโดนีเซียร้อยละ ๙๖ กลุ่มนักศึกษาอินโดนีเซียมีเพียงแต่ร้อยละ ๔๓ คน ผู้อื่นมีชาวยุโรปและจีน ต้องสังเกตที่ขณะนั้นสัดส่วนชาวจีนในอุดมศึกษามีเท่ากับสัดส่วนในประชากร (ร้อยละ ๒.๕) ที่หลังสมัยญี่ปุ่นยึดครองประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๕ ห้ามใช้ดัตช์ ประกาศเสรีภาพแล้วได้ตั้งมหาวิทยาลัยชนิดทั้งโลกและทั้งศาสนา และมีมหาวิทยาลัยเอกชนติดตามด้วย ถึงที่ พ.ศ. ๒๕๔๗ นับมหาวิทยาลัยรัฐ ๔๕ แห่งและมหาวิทยาลัยเอกชน ๓๔๕ แห่ง
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้อินโดนีเซียมีสถานศึกษา ๕ ชนิด ได้แก่ วิทยาลัย (sekolah tinggi สอนวิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือศิลปะ) วิทยาลัยสายอาชีพ (politekniks) วิทยาลัยสายสามัญ (akademis) วิทยาลัย (instituts) มหาวิทยาลัย (universitas) สถานการศึกษาเอกชนแม้ว่ามีจำนวนมากไม่ใช่ที่เลือกเพราะคุณภาพต่ำกว่าของรัฐ
ที่อินโดนีเซียมีการสอบเข้าอุดมศึกษาแห่งชาติ นักเรียนที่สมัครมีจำนวนมาก และมีเพียงแต่ร้องละ ๖ ของผู้สมัครที่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาของรัฐ ในกลุ่มนักศึกสาสถาบันรัฐมีนักเรียนจากครอบครัวยากจนเพียงแต่ร้อยละ ๓.๓
จากข้อมูล พ.ศ. ๒๕๓๗ ร้อยละ ๖๒.๗๕ ของแรงงานอินโดนีเซียทั้งหมดมีคุณวุฒิการศึกษาระดับ ป.๖ ส่วนจำนวนประชากรที่เข้าอุดมศึกษามีแต่ร้อยละ ๑ ประกอดด้วยอัตราส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายสองเท่า คือต่างกับแนวทางตะวันตกที่ผู้หญิงไม่เข้าอุดมศึกษาเท่าที่สมควร
ประเทศอินโดนีเซียพยายาม ปฏิรูประบบอุดมศึกษาโดยนโยบาย ๒ นโยบายที่ออกมาใหม่ อาทิ กฎหมาย BHMN (Badan Hukum Milik Negara) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งทำให้สถานอุดมศึกษาเป็นองค์กรรัฐที่บริหารและหาทุนด้วยตัวเอง และกฎหมาย BHP (Badan Hukum Pendidikan) พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้สถานอุดมศึกษารับนักศึกษาที่มีความสามารถแต่ไร้ทุนยังน้อยร้อยละ ๒๐ ของนักศึกษาทั้งหมด นโยบาย BHP ยกเลิกใช้วันที่ ๓๐ มินาคม ๒๕๕๓ และตอนนี้มีนโยบายกฎหมายอุดมศึกษา (Pendidikan Tinggi) ทีพิจารณาอยู่ ในนโยบายดังกล่าวจัดสถานอุดมศึกษาเป็นสามกลุ่ม ปกครองตนเอง ปกครองตนเองบางส่วน และปกครองตนเองจำกัด โดยนโยบายต่างๆ พยายามแก้ปัญหาทางด้านสังคมและเพิ่มคุณภาพอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังมีประเด็นความเป็นเอกชนและการพัฒนาอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์ที่อยู่ในสำนึกนักข่าวและนักวิชาการด้วยอินโดนีเซียด้วย
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้อินโดนีเซียมีสถานศึกษา ๕ ชนิด ได้แก่ วิทยาลัย (sekolah tinggi สอนวิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือศิลปะ) วิทยาลัยสายอาชีพ (politekniks) วิทยาลัยสายสามัญ (akademis) วิทยาลัย (instituts) มหาวิทยาลัย (universitas) สถานการศึกษาเอกชนแม้ว่ามีจำนวนมากไม่ใช่ที่เลือกเพราะคุณภาพต่ำกว่าของรัฐ
ที่อินโดนีเซียมีการสอบเข้าอุดมศึกษาแห่งชาติ นักเรียนที่สมัครมีจำนวนมาก และมีเพียงแต่ร้องละ ๖ ของผู้สมัครที่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาของรัฐ ในกลุ่มนักศึกสาสถาบันรัฐมีนักเรียนจากครอบครัวยากจนเพียงแต่ร้อยละ ๓.๓
จากข้อมูล พ.ศ. ๒๕๓๗ ร้อยละ ๖๒.๗๕ ของแรงงานอินโดนีเซียทั้งหมดมีคุณวุฒิการศึกษาระดับ ป.๖ ส่วนจำนวนประชากรที่เข้าอุดมศึกษามีแต่ร้อยละ ๑ ประกอดด้วยอัตราส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายสองเท่า คือต่างกับแนวทางตะวันตกที่ผู้หญิงไม่เข้าอุดมศึกษาเท่าที่สมควร
ประเทศอินโดนีเซียพยายาม ปฏิรูประบบอุดมศึกษาโดยนโยบาย ๒ นโยบายที่ออกมาใหม่ อาทิ กฎหมาย BHMN (Badan Hukum Milik Negara) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งทำให้สถานอุดมศึกษาเป็นองค์กรรัฐที่บริหารและหาทุนด้วยตัวเอง และกฎหมาย BHP (Badan Hukum Pendidikan) พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้สถานอุดมศึกษารับนักศึกษาที่มีความสามารถแต่ไร้ทุนยังน้อยร้อยละ ๒๐ ของนักศึกษาทั้งหมด นโยบาย BHP ยกเลิกใช้วันที่ ๓๐ มินาคม ๒๕๕๓ และตอนนี้มีนโยบายกฎหมายอุดมศึกษา (Pendidikan Tinggi) ทีพิจารณาอยู่ ในนโยบายดังกล่าวจัดสถานอุดมศึกษาเป็นสามกลุ่ม ปกครองตนเอง ปกครองตนเองบางส่วน และปกครองตนเองจำกัด โดยนโยบายต่างๆ พยายามแก้ปัญหาทางด้านสังคมและเพิ่มคุณภาพอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังมีประเด็นความเป็นเอกชนและการพัฒนาอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์ที่อยู่ในสำนึกนักข่าวและนักวิชาการด้วยอินโดนีเซียด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)