วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิวัฒนาการการศึกษาลาว

การศึกษาในประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะปัจจุบัน ขณะศึกษาประวัติศาสตร์บางที่เน้นการเมืองและการปกครองมากถึงที่ไม่ได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของความรู้และการถ่ายทอดความรู้

ต้องยอมรับที่สมัยก่อนเมืองลาวไม่มีรูปแบบปัจจุบัน สถาบันการศึกษาคือ วัด เด็กชายที่บวชเป็นสมาเณรได้โอกาสรู้อักษรและเรียนหลักศาสนา ส่วนเด็กหญิงคงไม่ได้เรียน ไม่ต้องแปลกใจที่สมัยก่อนผู้หญิงและผู้ชายมีบทบาทในสังคมที่ต่างการ ความจริงไม่ควรใช้เกณฑ์ปัจจุบันเพื่อพิพากษาอดีต อย่างไรก็ตาม ที่หลังสมัยฝรั่งเศสมาปกครองพื้นที่ เขาได้ตั้งโรงเรียนและพิมพ์หนังสือ หนังสือประถมศึกษาเป็นภาษาลาวออกมาครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๖๓ และหนังสือระดับมัธยมศึกษาติดตามมาในปีต่อไปพร้อมกับการเปิดโรงเรียนโดยออกุสต์ ปาวี (Aguste Pavie) ข้าหลวงใหญ่ของฝรั่งเศสประจำลาวคนแรก ต่อมาภายใน พ.ศ. ๒๔๗๕ มีนักเรียน ๗,๐๓๕ คน (เด็กหญิง ๙๗๖ คน) ที่เข้าศึกษาอยู่ในโรงเรียนรัฐบาล กลุ่มนักเรียนเหล่านี้ประกอบด้วยเด็กลาวชนเผ่าต่างๆ และเด็กเวียดนาม

หลังจากมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ตั้งคณะกรรมการวรรณคดี (Comité-littéraire du Laos) ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ (ຮາດສະພະບັນດິດ, Académie Royale du Laos) ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ องค์กรมีเป้าหมายทำให้ภาษาลาวทันสมัยและพัฒนาศัพท์ใหม่ทางด้าน นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฟิสิกส์ บรรณารักษ์ศาสตร์ ชีววิทยา ฯลฯ เช่น ศัพท์ ธาตุเหลือง (ດາດເຫຼືອງ, corpus luteum) ที่ใช้ในหนังสือนักเรียนถึงปัจจุบันนี้ เป็นศัพท์ที่ประดิษฐ์ใหม่

ในทศวรรษ ๒๕๑๐ ลาวได้เห็นกิจกรรมทางด้านวีชาการเพิ่มมากขึ้น ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ วารสาร Mittasone เร่มออกมา ต่อไปใน พ.ศ. ๒๕๑๓ วารสารภาษาฝรั่งเศส Bulletin des Amis du Royaume Laos ติดตามมาด้วยบทเกี่ยวกันเรื่องต่างๆ และใน พ.ศ. ๒๕๑๖ ออกฉบับพิเศษเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศลาว วารสานอื่นๆ ติดตามมา เช่น วารสารไผ่หนาม (ໄຜ່ໜາມ พ.ศ. ๒๕๑๕) ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับวรรณคดีและประวัติศาสตร์ โดยการการแนะนำของนักเขียนและนักประวัติศาสตร์ มหาศีลา วีรวงศ์ (ມະຫາສີລາ ວີຮະວົງ) ต่อไปมีวารสาร นาง เป็นวารสารแรกในลาวที่มาอภิปรายเรื่องที่เป็นความสนใจของผู้หญิง และใน พ.ศ. ๒๕๑๔ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกในลาวออกมา (Vientiane Times) ออกมา

หลังจากตั้งสาธารณรัฐประชาชนลาวหรือ สปป. ลาว ถึงปัจจุบันนี้การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ออกวารสารอัปเดต (ອັບເດດ) ตอนนี้นอกจากฉบับพิมพ์ยังมีฉบับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊ก ที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประเทศลาวได้เปิดมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งในปัจจุบันนี้มีคณะ ๑๑ คณะ พร้อมกับโรงพยาบาล

เอกสารอ้างอิง
Evans, G (2012) A short history of Laos: The land in between, Silkworm books, Bangkok

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ ๑๑

อุดมศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาของโลก สมัยก่อนเราใช้ตลับเทปเพื่อบันทึกเสียง อาจเป็นเพลงหรือการพูดคย ส่วนตอนนี้เราใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต วิธีการเรียนเปลี่ยนไป ซึ้งมีผลกระทบต่อเนื้อความที่เรียน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อบันทึกข้อมูลช่วยเรียนภาษาต่างประเทศอได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เพือพัฒนาอุดมศึกษาต้องกำหนดเป้าหมายหรือรูปแบบของสภาวะที่อยากให้เกิดขึ้น และต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกปัจจุบันและความเป็นมา

แผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ ๑๑ ที่ประกาศปีที่แล้ว กำหนดการพัฒนาในระยะเวลา พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙ แผนการประกอบด้วยเป้าหมายสำคับสองด้าน อาทิ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กับการเข้าร่วมในประชาคมอาเซียน

ประการที่หนึ่งของแผนการอุดมศึกษาคือ นำการศึกษาแล้วแต่มุมมองเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่ให้สังคมพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยกับทรัพยากรที่มีปริมาณจำกัดหรือทรัพยากรที่กำลังจะหมดลง ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของแผน จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถแก้ปัญหาของประเทศ นอกจากนี้สามารถตอบสนองต่อสภาวะวิคฤตได้  คือต้องเป็นผู้ที่คิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น ตลอดจนผู้สำเร็จอุดมศึกษาจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นแผนจะเน้นการสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติแลเน้นวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทฤษฎีจุดมุ่งหมายที่จะประหยัดทรัพยากร ดังนั้นแผนการอุดมศึกษาจะบูรณาการการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอาชีวศึกษากับอุดมศึกษา

ประการที่สองของแผนการอุดมศึกษาคือ ให้ผู้สำเร็จอุดมศึกษาสามารถแข่งขันในประชาคมอาเซียนได้ ข้อนี้หมายถึง ผู้สำเร็จอุดมศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาสามารถไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน สามารถร่วมมือกับชาวต่างชาติและทำงานด้วยกันเพื่อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้ แผนจะเน้นให้นิสิตนักศึกษาเรียนภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน (ต้องสังเกตร้านหนังสือที่กรุงเทพฯ ไม่มีตำราเรียนภาษาประเทศเพื่อนบ้าน และไม่เคยเห็นพจนานุกรม ไทย-ลาว ไทย-มลายู หรือ ไทย-พม่า คณะนีร้มหาวิทยาลัลบางแห่งได้สอนวิชา ภาษาเขมร หรือภาษาลาวอยู่แล้ว) อย่างไรก็ดี แผนยังมี “การแลกเปลี่ยนอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาภายในประเทศและต่างประเทศ” (ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ข้อ ๔.๖)  นอกจากนี้จะสนับสนุนให้จัดหลักสูตรนานาชาติ และให้จัดหลักสูตรร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตำราระบบประสาท

หนังสือใหม่ ระบบประสาทและการทำงาน ของ นพ.สมนึก นิลบุหา  เล่าการทำงานของระบบประสาทใน ๒๖๔ หน้าจัดเป็น ๑๙ บท สาระสำคัญมีประสาทกายวิภาคศาสตร์หรือโครงสร้างระบบประสาท เล่มนี้ไม่ได้อธิบายโครงสร้างอย่างเดียว แต่นำประเด็นสำคัญของระบบประสาทที่อาศัยโครงสร้างมาวิเคราะห์ เช่น ในหน้า ๒๑๖ มาอธิบายสาเหตุทำไมขณะที่หลอดเลือด ปิก้า อุดตันจะเสียความสัมผัสเจ็บปวดและอุณหภูมิในด้านร่างการตรงกันข้ามกับที่อุดตัน สำหรับอาจารย์และผู้สำเร็จเรียนวิชามาแล้วประเด็นนี้ชัดเจน ส่วนนิสิตแพทย์ที่เพิ่งเรียนหรือยังเรียนระบบประสาทอยู่เรื่องนี้คล้ายกับไสยศาสตร์

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มประสาทกายวิภาคศาสตร์โดยตรง แต่นำประเด็นจากวิชาดั่งกล่าวที่มีความสำคัญเท่านั้นมาอธิบาย เช่น ไม่ได้เล่าเรื่อง dermatome อย่างละเอียด แม้ว่าสำคัญอาจจะทำให้ผู้เริ่มเรียนซับซ้อน

เล่มเริ่มเล่าส่วนๆ ของระบบประสาทและลักษณะสำคัญของเซลล์ประสาทและเซลล์เกลีย ต่อไปเล่าถึงกล้ามเนื้อและปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นจากดึงกล้ามเนื้อ ประเด็นนี้สำคัญ เพราะว่าความผิดปกติของระบบประสาทบางชนิจะแสดงออกโดยผู้ป่วยไม่สามารถนำกล้ามเนื้อมาทำงาน แม้ว่ากล้ามเนื้อไม่ใช่ระบบประสาท แพทย์จะตรวจกล้ามเนื้อเพื่อพิสูจน์ว่าระบบประสาททำหน้าที่อยู่หรือไม่ เป็นกรณีเหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจความสะอาดของถนนเพื่อพิสูจน์ว่าผู้ว่าราชการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม บทต่อไปมาอธิบายเรื่องวิถีประสาท ทั้งวิถีประสาทและวิถีประสาทลง เรื่องนี้ซับซ้อนพอสมควร แต่เล่มทำให้ง่ายกว่า โดยเน้นข้อมูลที่วิถีประสาทถือไปส่งอยู่ ไม่ได้เน้นโครงสร้าง บทต่อไปอธิบายวิถีประสาทที่เดินทางจางเปลือกสมองทางไขสังหลัง  ไปควบคุมเซลล์ประสาทสั่งการ ส่วนต่อไปอธิบายงานกลุ่มเซลล์ใต้สมอง ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ แม้ว่าระบบนี้ไม่ได้ควบคุมประสาทสั่งการโดยตรง ต่อไปบทที่ ๔ อธิบายงานของเปลือกสมองแต่ละบริเวณ โดยเอาบริเวณที่เกี่ยวข้องมาร่วมกัน เช่นบริเวณที่ ๑๘-๑๙ ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับความมองเห็น และบริเวณที่ ซึ่งมีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของตา นำมาพรรณนาพร้อมกัน

บทต่อไปมาเล่าเรื่องประสาทสมอง ๑๒ คู่ ที่นี่อาจารย์ใช้แนวคิดอนุรักษ์นิยม มาอธิบายส่วนกิจกรรม (GSA, SSA, GVA, ฯลฯ) อย่างอ่านในตำราอื่นๆ แต่พร้อมกับประสาทสมองแต่ละคู่มีอาการและอาการแสดงด้วย จากนั้นอธิบายกลไกการเคลื่อนไหวของตา ใน ๔ บทต่อไปมาเล่าเรื่องประสาทสัมผัส มีการได้ยีน ระบบทรงตัวภายในหู และการรู้รส แต่ไม่มีการดมกลิ่น ซึ่งมาอธิบายที่หลังพร้อมกับระบบลิมบิก ต่อไปมีไฮโปทาลามัส ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ด้วย

บทที่ ๑๔ อธิบายระบบลิมบิก ความทรงจำ และความกลัว เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างบริเวณต่างๆ ของระบบลิมบิกซับซ้อนพอสมควรอาจารย์ไม่ได้ใช้ส่วนที่ตัดออกมาวาด แต่ใช้แผนภาพเพื่อแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง มีแต่รูป ๑๔.๑ รูปเดียว ซึ่งแสดงสมองหั่นตามยาย บทที่ ๑๕ อธิบายโครงสร้างสมองน้อย (อนุสมอง) โดยใช้ตารางสรุปวิถีประสาทเข้าและวิถีประสาทออกเพื่อจะได้เห็นภาพร่วมอย่างง่ายๆ ต่อไปบทที่ ๑๖ อธิบายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและไขสังหลัง มีภาพประกอบที่แสดงพื้นที่ที่หลอดเลือดไปบริการอาหารให้ นอกจากนี้ยังเล่าความผิดปกติหลอดเลือดด้วย ทั้งหลอดเลือดอุคตันแบะหลอดเลือดแตก ตลอดจนอาการที่อาจจะเกิดขึ้น สิ่งที่น่าสังเกตที่อาจารย์จำแนกความแตกต่างกับอาการที่มาเร็วและช้า ส่วนสองบทต่อไป (บทที่ ๑๗-๑๘) อธิบายเกี่ยวกับโพรงสมอง น้ำไขสังหลัง และความดันอุทกสถิตภายในกะโลกศีรษะและการเกี่ยวข้องกับความดันโลหิต บทสุดท้ายเป็นบทบูรณการ อธิบายวิธีหาจุดผิดปกติในผู้ป่วนระบบประสาทโดยวิเคราะห์อาการและอาการแสดง

นิสิตนักศึกษาที่เรียนประสาทกายวิภาคศาสตร์ส่วนใหญ่ใช้ตำราของ อ.มีชัย ศรีใส (พ.ศ. ๒๕๔๖, ๕๐๘ หน้า) ซึ่งเป็นเล่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยรูปถ่ายอาจารย์ใหญ่และภาพ CT ในผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ ส่วนนิสิตหนักศึกษาที่อ่านภาษาอังกฤษอย่างสะดวกมักอ่านตำราของ D. Haines (Fundamental neuroscience for basic and clinical applications, พ.ศ. ๒๕๔๘, ๖๐๘ หน้า) สองเล่มนี้เป็นเล่มสมบูรณ์และละเอียด แต่ขณะเริ่มนิสิตหนักศึกษาต้องมีอดทนอย่างสูง เพราะว่าไม่ได้เห็นภาพร่วม ส่วนเล่มของ นพ.สมนึก จะให้เห็นภาพร่วมและความสำคัญของแต่ละหัวข้อในทั้งที่ เหมาะสมสำหรับผู้ทบทวนวิชาและผู้เริ่มเรียน

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

การออกแบบรายวิชา : การแสดงออกของยีน

ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประสานงานรายวิชามีความประสงค์ให้ออกแบบที่ดี แต่บางครั้งไม่ทราบออกดีแบบอย่างไร ขณะนี้มาเล่าประสบการณ์ในออกแบบรายวิชาการแสดงออกของยีนสำหรับนิสิตปริญญาโทและเอก
อันดับแรกต้องพิจารณาเนื้อความและขอบเขตอย่างประณีต แม้ว่าได้เรียนวิชามาแล้วสมัยยังเรียนอยู่ต้องสังเกตที่ในปัจจุบันวิชาเปลี่ยนมากๆ จำเป็นต้องหาเนื้อความสำคัญและเหมาะสม
ไปห้องสมุดได้พบหนังสือสองเล่มที่น่าจะนำมาใช้เป็นตำราประจำวิชาได้ ได้แกตำราของ Benjamin Lewin และตำราของ David Latchman วิธีที่ได้พบสองเล่มนั้นคือ ไปห้องสมุดหาหนังสือวิชาการแสดงออกของยีนที่รู้จักอย่างดี เข้าไปหิ้วหนังสือเห็นที่ใกล้ชิดกับเล่มนั้นมีเล่มอื่นแต่เรื่องเดียวกัน เปิดดูและตรวจดัชนี ต่อไปเลือกสองสามเล่มยืมมาอ่านอย่างละเอียด พยายามอ่านทั้งหมดหรือเท่าที่อ่านได้ จากการอ่านตำราได้ความรู้หลักและแนวคิดสำคัญ แต่อาจไม่ทันสมัย เพราะว่าต้องสังเกตที่ผู้เขียนตำราใช้เวลาเขียนหลายปี ดังนั้นต้องเพิ่มกับบทวิจารณ์ทันสมัย ที่นี่โชคดีที่มีวารสารที่เกี่ยวข้องคือ Nature review molecular cell biology และ Current Opinion in Cell Biology ซึ่งมีฉบับพิเศษเกี่ยวกับการแสดงออกของยีนด้วย จากบทปริทัศน์ได้ความรู้สมัยใหม่และได้รู้ประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษาอยู่ เพราะว่านิสิตบัณฑิตน่าจะเรียนเนื้อความทันสมัยที่นำเอามาใช้กับงานวิจัยได้
ขั้นต่อไปต้องเพิ่มความรู้ทางด้านทฤษฎีหลักสูตรและวิธีออกแบบหลักสูตร แม้ว่าได้ออกแบบรายวิชาหลายวิชาแล้ว จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของคนอื่นด้วย คุยกับเพื่อนร่วมงานและหาเอกสารเขียน ไปห้องสมุดใช้วิธีดังกล่าวได้พบหนังสือของ H. Lynn Erickson ขณะสอนนอกจากสอนข้อเท็จจริง อ. ลิน ให้เน้นแนวคิดด้วย ส่วนในด้านอนุชีววิทยาโครงสร้างของโมเลกุลกำหนดการกระทำ เป็นต้น นอกจากนี้ต้องมีความสันพันธ์กันและกันระหว่างหัวข้อด้วย เป็นประเด็นสำคัญเพราะว่า ในกระบวนการการแสดงออกของยีนแต่ละขั้นตอนนั้นมีเกี่ยวข้องกับขั้นต้นอื่น ดังนั้นในกรณีที่มีผู้สอนหลายคนต้องทำให้แน่ใจอาจารย์แต่ละคนทราบว่าคนอื่นสอนอะไร ผู้ประสานงานต้องสื่อสารเป็นประจำให้อาจารย์ทุกคนทราบ บางทีอาจารย์ไม่มีเวลาฟังคำบรรยายของอาจารย์ผู้ร่วมงานด้วย

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อุดมศึกษาที่ประเทศอินโดนีเซีย

ก่อนยุคอาณานิคมหนุ่มๆ อินโดนีเซียเรียนในโรงเรียนเปศานเตรฺน ที่นั้นนักเรียนได้ศึกษาศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ นอกจากนี้ยังได้โอกาสเรียนกฎหมายอิสลามด้วย คล้ายกับ ร.ร.  ปอเนาะที่เขตชายแดนภาคใต้  สมัยเนเธอร์แลนด์มาปกครองได้ตั้ง ร.ร. แพทย์ (พ.ศ. ๒๓๔๙) และ ร.ร. วิศวกรรม (พ.ศ. ๒๔๖๓) การศึกษาเริ่มใช้ภาษาดัตช์ แม้ว่าประชากรประกอบด้วยชาวอินโดนีเซียร้อยละ ๙๖ กลุ่มนักศึกษาอินโดนีเซียมีเพียงแต่ร้อยละ ๔๓ คน ผู้อื่นมีชาวยุโรปและจีน ต้องสังเกตที่ขณะนั้นสัดส่วนชาวจีนในอุดมศึกษามีเท่ากับสัดส่วนในประชากร (ร้อยละ ๒.๕)  ที่หลังสมัยญี่ปุ่นยึดครองประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๕ ห้ามใช้ดัตช์ ประกาศเสรีภาพแล้วได้ตั้งมหาวิทยาลัยชนิดทั้งโลกและทั้งศาสนา และมีมหาวิทยาลัยเอกชนติดตามด้วย ถึงที่ พ.ศ. ๒๕๔๗ นับมหาวิทยาลัยรัฐ ๔๕ แห่งและมหาวิทยาลัยเอกชน ๓๔๕ แห่ง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้อินโดนีเซียมีสถานศึกษา ๕ ชนิด ได้แก่ วิทยาลัย (sekolah tinggi สอนวิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือศิลปะ) วิทยาลัยสายอาชีพ (politekniks) วิทยาลัยสายสามัญ (akademis) วิทยาลัย (instituts) มหาวิทยาลัย (universitas) สถานการศึกษาเอกชนแม้ว่ามีจำนวนมากไม่ใช่ที่เลือกเพราะคุณภาพต่ำกว่าของรัฐ

ที่อินโดนีเซียมีการสอบเข้าอุดมศึกษาแห่งชาติ นักเรียนที่สมัครมีจำนวนมาก และมีเพียงแต่ร้องละ ๖ ของผู้สมัครที่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาของรัฐ ในกลุ่มนักศึกสาสถาบันรัฐมีนักเรียนจากครอบครัวยากจนเพียงแต่ร้อยละ ๓.๓

จากข้อมูล พ.ศ. ๒๕๓๗ ร้อยละ ๖๒.๗๕ ของแรงงานอินโดนีเซียทั้งหมดมีคุณวุฒิการศึกษาระดับ ป.๖ ส่วนจำนวนประชากรที่เข้าอุดมศึกษามีแต่ร้อยละ ๑ ประกอดด้วยอัตราส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชายสองเท่า คือต่างกับแนวทางตะวันตกที่ผู้หญิงไม่เข้าอุดมศึกษาเท่าที่สมควร

ประเทศอินโดนีเซียพยายาม ปฏิรูประบบอุดมศึกษาโดยนโยบาย ๒ นโยบายที่ออกมาใหม่ อาทิ กฎหมาย BHMN (Badan Hukum Milik Negara) พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งทำให้สถานอุดมศึกษาเป็นองค์กรรัฐที่บริหารและหาทุนด้วยตัวเอง และกฎหมาย BHP (Badan Hukum Pendidikan) พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้สถานอุดมศึกษารับนักศึกษาที่มีความสามารถแต่ไร้ทุนยังน้อยร้อยละ ๒๐ ของนักศึกษาทั้งหมด นโยบาย BHP ยกเลิกใช้วันที่ ๓๐ มินาคม ๒๕๕๓ และตอนนี้มีนโยบายกฎหมายอุดมศึกษา (Pendidikan Tinggi) ทีพิจารณาอยู่ ในนโยบายดังกล่าวจัดสถานอุดมศึกษาเป็นสามกลุ่ม ปกครองตนเอง ปกครองตนเองบางส่วน และปกครองตนเองจำกัด โดยนโยบายต่างๆ พยายามแก้ปัญหาทางด้านสังคมและเพิ่มคุณภาพอุดมศึกษา นอกจากนี้ยังมีประเด็นความเป็นเอกชนและการพัฒนาอุดมศึกษาเชิงพาณิชย์ที่อยู่ในสำนึกนักข่าวและนักวิชาการด้วยอินโดนีเซียด้วย

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

บัณฑิต

กตเม ปณฺฑิตา ?
ผู้ศึกษาระบับปริญญาโทหรือเอกเป็นคนที่ชอบความรู้ ชอบหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะหาในห้องสมุดอินเทอร์เนตหรือห้องปฏิบัติการจะหาความรู้ตลอด บัณฑิตเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ อ่าบทความทางวิชาการเป็นประจำ เขาชอบเก็บข้อบันทึกในสมุดบันทึกหรือคอมพิวเตอร์ บัณฑิตบางคนชอบใช้ส่วนชุดคำสั่ง EndNote สำหรับเก็บข้อบันทึกต่างๆพร้อมกับการอ้างอิง  ส่วนบัณฑิตบางคนอื่นใช้ i-phone หรือ PDA ด้วย
นอกจากนี้บัณฑิตชอบอ่านหนังสือวิชาการ อ่านในห้องสมุดบ้างหรือใน books.google.com บ้าง อ่านหนังสือเสร็จแล้ว บัณฑิตชอบบันทึกเหมือนกัน เพราะทราบแล้วความทรงจำมีความสามารถไม่มาก ขณะบัณฑิตอ่านหนังสือและไม่เข้าใจเขาชอบเขียนคำถามเกี่ยวกับประเดนที่ไม่ชัดเจน หรือบางที่ตั้งทฤษฎีโดยตัวเอง บัณฑิตมักจะไปอ่านเกี่ยวกับประเด็นที่เขาไม่เข้าใจในหนังสือหลายๆ เล่ม และจะสังเกตวิธีอธิบายของแต่ละเล่มถึงที่เข้าใจได้
บัณฑิตชอบใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อหาความรู้ ทุกครั้งที่พบเรื่องน่าสนใจจะจด URL เอาไว้ บางทีเก็บ URL ในคอมผิวเตอร์ อาจใช้ส่วนชุดคำสั่ง Dreamweaver หรือ BlueFish เพื่อเก็บ URL ร่วมกับข้อบังทึกหรือจะตั้ง webpage เลย
ขณะบัณฑิตหาความรู้ในอินเทดร์เน็ตเขาจะระมัดระวังดูถ้าข้อมูลเชื้อถือ ขณะพบความรูใหม่บัณฑิตจะถามตัวเอง เรารู้ข้อนี้ได้อย่างไรหนอ มีการทดลองที่พิสูจน์ข้อนี้หนอ บัณฑิตชอบหาบทความต้น เป็นบทความของผู้ทำทดลองเอง พบแล้วจะอ่านโดยละเอียดเพื่อน่าใจไม่มีวิธีอื่นๆ ที่อธิบายข้อมูลดังกล่าวได้ พบในอินเทอร์เนตแล้วบัณฑิตจะบันทึกด้วย เพื่อจะไม่ลืม

อิเม วุจฺจนฺติ ปณฺฑิตา

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

ทำไมต้องไป ร.ร.

วันนี้ตอนเช้าเด็กหญิงอายุไม่ถึงเจ็ดขวบใส่เสื้อสีขาวกับคอซองสีน้ำเงินขึ้นรถเมล์กับมารดาไปโรงเรียน นั่งในรถโดยสารประจำทางแล้ว ผู้เป็นมารดากล่าวว่า สายแล้วนะ เด็กยังดูง่วงนอนอยู่ ไม่ทราบเพราะเหตุใด อาจอ่านหนังสือดึกหรือดูโทรทัศน์ สักครู่หนึ่งก็ ลืมตาและถามผู้เป็นมารดาว่า ทำไมต้องไป ร.ร. ความจริงเกือบทุกคนต้องไปโรงเรียน บางคนได้เรียนถึงระดับสูง คนที่เป็นอาจารย์จะศึกษาหาความรู้ตลอดชีวิต แต่ทำไมจำเป็นต้องไปโรงเรียน การศึกษามีจุดประสงค์อะไร
ในอดีตถือว่าการศึกษาสำคัญสำหรับประกอบอาชีพ พ่อนายสนธิ์ (จดหมายจางวางหร่ำ) สั่งสอนผู้เป็นลูกว่า “มันต้องคนที่เรียนรู้จากตำรามาลองทำเห็นได้จริงจะใช้ได้” (น. ๔๔)
อย่างไรก็ตาม นอกจากได้อาชีพเพื่อสามารถดำเนินชีวิต เรายังเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองทางด้านคุณธรรม ปัญญา และความรู้ Naomi Hodgson ผู้ชนะการประกวดของสมาคมปรัชญาศึกษาแห่งสหราชอาณาจักรสังเกตว่า ในโลกปัจจุบันหลังจากกระบวนการของโบโลญญา สหภาพยุโรปต้องการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งความรู้ ดังนั้นอยากให้ทุกคนได้ทักษะทั้งสามด้าน อาทิ สามารถไปทำงานในพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่เกิด (คือ รู้ทั้งภาษวัฒนาธรรมและวิธีชีวิตอื่นๆ) สามารถปรับตัวเองได้ และใช้ความรู้ที่ประยุกต์ได้
เนามีถามทำไมชาวบ้านถือว่า คนที่มีการศึกษาคือ คนที่มีทรัพย์สมบัติและมีชื่อเสียง น่าจะเป็นเพราะว่าความคิดดังกล่าวอยู่ในวัฒนาธรรมยุโรปตั้งแต่โบราณ อาจจะมาจากความเห็นของเปลโตในหนังสือ Politeia ซึ่งเป็นเล็มที่มีอิทธิพลต่อสังคม แต่หลังจากนักวิชาการอ่านและวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่งแล้ว ได้ตีความใหม่ มีเงินและชื่อเสียงสำคัญ เพราะคนที่ไม่สั้งสอนคงจะหายไปจาสังคม แต่ในขณะเดียวกันชีวิตคนต้องสามารถตรวจได้ ชีวิตเหมือนกับบัญชีประกอบด้วยสิ่งที่มีค่าด้างสันคม และคนจะ “ลงทุน” เพื่อเพิ่มค่าตัวเอง แต่ยังมีค่าด้านคุณธรรมด้วย ต้องสังเกตความหมายของศัพท์ parrhesia ก่อน จะพบว่าศัพท์ดังกล่าวมายความว่า ผู้ที่พูดความจริงโดยคุณธรรมและไม่สนใจตกในสภาวะลำบากที่อาจเกิดขึ้น เหมือนกับศัพท์ สตฺยวาที (ส.) หรือ สจฺจวาจา (ป.) เช่น  เจ้าชายนาละในเรื่องมหาภารตะเป็นองค์สตฺยวาที  คนที่มี parrhesia เป็นคนที่พูดจริงทำจริงคือ สิ่งที่เขาพูดตรงกับสิ่งที่เขาทำ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสามารถตรวจได้ แต่ไม่ใช่เพียงแต่ยอมให้ประเมินทางด้าน  เศรษฐกิจ ความรู้ และคุณภาพของผลิตผลเขาเท่านั้น
“This entails seeing philosophy and education as present in the ethical relationship between self and other rather than restricting it to the formal educational institution or to a particular developmental stage.” (น. ๑๒๒)
คือคนที่มีการศึกษาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระว่างตนกับผู้อื่น สามารถอธิบายการกระทำให้ตนเองและให้ผู้อื่น พร้อมที่จะเปลี่ยนวิธีชีวิตถ้าพบประเด็นที่ไร้สาระ